
Episode นี้ หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท อธิบายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 (09:30-11:30) ณ บ้านธรรมวารี มูลนิธิจิตตานุเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางการฝึกปฏิบัติธรรมที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งของ "ผู้รู้" (รู้) ให้สามารถอยู่กับความจริงปัจจุบันและก้าวข้ามความทุกข์ได้ โดยมีหลักการสำคัญคือ อานาปานุสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) และการรักษาความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
การฝึกปฏิบัติตามธรรมชาติ (นิ่งรู้ อย่างสงบ)
ผู้ปฏิบัติควรนั่งในท่าที่สบาย ปล่อยกายและใจให้เป็นธรรมชาติ โดยเน้นการวาง "ผู้รู้" ให้เบา รู้ที่เบา จะเป็นรู้ที่มีกำลัง ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้สึกว่า "รู้" หนัก แสดงว่ากำลังสะสมความอ่อนแอ ในเบื้องต้น ให้สังเกต กายที่กำลังพองยุบอย่างเป็นธรรมชาติขณะหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องลงรายละเอียดไปที่กายหรือลมหายใจมากนัก การหายใจควรเป็นไปอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล และรู้ตัวทั่วพร้อม (ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม) ที่ผิวหนังเบา ๆ การฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความตั้งมั่นและความสงบแก่ผู้รู้
การฝึกอานาปานุสติอย่างต่อเนื่องช่วยให้รู้มีกำลังเบาสบาย และหยุดคิด หยุดจำได้ เมื่อผู้รู้มีความสงบและเป็นกลางแล้ว ให้ขยายความรู้สึกไปที่กลางอกที่ว่างเปล่า และใช้พลังงานจากลมหายใจ (ซึ่งคือพลังงานของจิต) เพื่อแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาด้วยอานาปานุสติ
การแผ่เมตตาเป็นการขยายกระแสจิตออกไปโดยเริ่มจากกลางอกที่ว่าง ขยายวงกว้างออกไปปกคลุมสถานที่ที่ปฏิบัติอยู่, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย, ผืนโลกใบนี้, สวรรค์ทุกชั้น, พรหมโลกทุกชั้น, และย้อนกลับไปถึงนรกทุกขุม (รวมถึงอเวจี) เป็นการแผ่เมตตาไปยังสัตว์และดวงจิตใน 3 โลกธาตุ (นรก มนุษย์ สวรรค์ พรหมโลก) เพื่อให้พ้นจากความทุกข์และมีความสุขยิ่งขึ้น หลังจากนั้น ให้ย้อนกลับมาฟอกกาย ฟอกใจของตนเองด้วยลมหายใจเข้าออก
ปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ (ภาวนามยปัญญา)
การปฏิบัติธรรมมุ่งหมายเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญามี 3 ระดับ ได้แก่: สุตตมยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการฟัง) และ จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ) ซึ่งทั้งสองนี้ยังไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ ปัญญาที่ทำใหัพ้นทุกข์คือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งหมายถึงการฝึกฝนผู้รู้ให้มีกำลังและอยู่กับความจริง โดยความจริงคือสิ่งที่มีอยู่แล้วและปรากฏอยู่กับกายและใจของเรา
การฝึกผู้รู้ให้อยู่เหนือสิ่งถูกรู้
ผู้ปฏิบัติจะต้องปรับวิธีการปฏิบัติใหม่ โดยการ นิ่งและรู้ อย่างสงบ สังเกตธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ โดยเฉพาะจังหวะพองยุบของกาย ไม่ต้องสร้างจังหวะหรืออาการใด ๆ เพราะอาการและจังหวะมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ผู้รู้ต้องได้รับการฝึกฝนให้อยู่กับฐานของการรับรู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (ผัสสะ) และอารมณ์ทางใจ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ผู้รู้และกายยังคงอยู่ การให้ความสำคัญและหลงกับสิ่งที่มาปรุงแต่ง เช่น ความรู้สึก (เวทนา) หรือกิเลส (ราคะ โทสะ) คือต้นเหตุของความเดือดร้อน
การรับมือกับกิเลสและความรู้สึก
เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ (กิเลส) หรือความรู้สึก (เวทนา) ขึ้นทางกายหรือใจ ไม่ต้องไปแก้ไขหรือทำลาย เพียงแค่นิ่งรู้ อย่างสงบ อยู่กับอาการเหล่านั้น และอยู่กับอานาปานุสติ กำลังของอานาปานุสติที่เป็นกำลังของความว่าง (ความไม่คิด ไม่จำ) จะมีมากกว่า ทำให้กิเลสและสภาวะต่าง ๆ อ่อนกำลังลงและดับไปได้เอง ต้นเหตุของกิเลสคือ สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
หนทางสู่ความเป็นวิมุตติ
หนทางสู่การพ้นทุกข์คือการเข้าสู่ความเป็น วิมุตติ (ความหลุดพ้น) โดยการทำลายกำแพงของความจำและความคิด ฝึกให้ "รู้" ไปเลยโดยไม่ต้องใช้ความจำ หรือไม่ต้องให้ความหมาย รู้ที่ว่างจากความคิดและความจำคือ รู้โดยวิมุตติ
การปฏิบัติจึงเหลือเพียงการ "นิ่งรู้ อย่างสงบ ว่าง ๆ" และอยู่กับความจริงของอานาปานุสติ ไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่รู้ แต่ให้ความสำคัญต่อผู้รู้ เพราะเมื่อเราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งใด สิ่งนั้นจะไม่มีและไม่เป็นไปตามที่เราหมายไว้ การฝึกนี้จะทำให้ผู้รู้มีพลังเข้มแข็งจนแยกตัวออกจากอาการของสิ่งถูกรู้ได้ในที่สุด