เสียงบรรยายธรรมภาคปฏิบัติ โดย พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (ยันต์) ประจำเช้าวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568
เจาะรากแก้วของใจ: เมื่อ 'จิตตื่นรู้' ห้ามถอยกลับไปพิจารณากาย
เมื่อเราฝึกสติสังเกตต่อเนื่องจน "รู้ไม่ไหล" ไปกับความคิด สภาวะมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น คือ "จิตตื่นรู้" (Awakening). พระอาจารย์เปรียบเหมือนการเปิดสปอร์ตไลท์ส่องลงไปที่ใจ จะรู้สึกตื่นตัว ไม่ง่วงนอน และเห็นความคิด/อารมณ์เกิดปุ๊บ-ดับปั๊บ ทันที. นิสัยแบบเด็ก ๆ ที่ขี้ใจน้อย ขี้หงุดหงิด จะหายไป กลายเป็นจิตผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล.
จุดเน้นสำคัญ (Key Takeaways):
อย่าแทรกแซงอาการ: ไม่ต้องหาเหตุผลว่าทำไมทุกข์ หรือพยายามดับทุกข์ หน้าที่คือ "รู้เฉย ๆ" และปล่อยวางการเข้าไปยุ่ง
สภาวะจิตตื่นรู้: หากเกิดอาการตื่นตัว นอนไม่หลับ ไม่ต้องกังวล นั่นคือจิตกำลังฟอกตัวเองและเปลี่ยนนิสัยจากผู้หลงเป็นผู้รู้
คำเตือนขั้นสูง: เมื่อจิตเข้าถึงความนิ่ง โล่ง ว่าง "ห้ามย้อนกลับไปพิจารณากาย" (อสุภะ) เด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
เจาะรากแก้ว: ให้ดูดิ่งลงไปที่ "จิตเดิมแท้" ที่ว่างเปล่า สว่างไสว เพื่อทำลายความหลงผิดว่าจิตเป็นเรา เมื่อเห็นความ "ไม่มีตัวตน" ในจิตได้จริง งานทางจิตถึงจะจบ
#พระอาจารย์ธีรนันท์ #จิตตื่นรู้ #รากแก้วของใจ #จิตเดิมแท้ #เกิดดับ #ห้ามส่งจิตออกนอก #ธรรมะภาคปฏิบัติ
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (ยันต์) วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ช่วงเช้า บรรยายเชิงอุปมาวิธีปฏิบัติธรรมด้วย ทฤษฎีขวด 3 ใบ: แยกกาย-ใจ-ตัวรู้ และวิธีฝึกให้เป็น 'ผู้ดู' 100%
พระอาจารย์เปรียบเทียบโครงสร้างของชีวิตเราเหมือน ขวดน้ำ 3 ขวดที่วางเรียงกัน: ขวดที่ 1 คือ กาย, ขวดที่ 2 คือ ใจ, และขวดที่ 3 คือ ตัวรู้ (ตัวสังเกต)
การปฏิบัติที่ถูกต้องคือการยืนอยู่ที่ขวดที่ 3 แล้วมองย้อนกลับไปดูขวดที่ 1 และ 2 โดย "อย่าให้ไหลเข้าไป" เพราะนิสัยเดิมของจิตที่มีความหลง (อวิชชา) จะคอยดึงให้เราไหลกลับไปรวมเป็นเนื้อเดียวกับกายและใจตลอดเวลา หากหยุดสังเกตเมื่อไหร่ "ตัวเรา" จะโผล่เข้าไปเป็นเจ้าของทันที,
นอกจากนี้ ท่านยังแนะวิธีวางใจระหว่าง "งานทางโลก" กับ "งานทางธรรม":
งานทางโลก: ใช้สติเจตนาคิด นึก จดจำ เพื่อทำงานให้สำเร็จ
งานทางธรรม: คือ การเห็นว่างานทางโลก อารมณ์ หรือความคิดเหล่านั้น "เกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไป"
เป้าหมายคือการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเป็นผู้สังเกตจาก 10% ให้กลายเป็น 100% เมื่อนั้นความหลงจะถูกทำลาย ตัวรู้จะโล่ง โปร่ง และเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งหลายเป็นเพียงอาการที่เกิดดับ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง
#พระอาจารย์ธีรนันท์ #ทฤษฎี3ขวด #แยกรูปนาม #ผู้รู้ตัวรู้ #งานโลกงานธรรม #ธรรมะภาคปฏิบัติ #สติสังเกต
บรรยายธรรมภาคปฏิบัติ โดย พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (ยันต์) วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ช่วงเช้า อธิบายวิธีแยก 'รู้' ออกจาก 'ใจ': ตัดวงจรแม่เหล็กที่ดูดเราไปเกิด
ทำไมเราถึงมี 2 ร่าง? พระอาจารย์ชี้ให้เห็นความจริงว่า ขณะที่กายนั่งนิ่งอยู่ แต่ "ตัวใจ" กลับดิ้นรน ปรุงแต่ง และอยากจะพุ่งออกไปข้างนอก สาเหตุที่เรายังเวียนว่ายตายเกิด เพราะ "ตัวรู้" (สติ) หลงผิด ไหลตามตัวใจออกไปเหมือนเงาตามตัว โดยไม่รู้เลยว่า "ใจคือมหาภัย" ที่เก็บทั้งบุญ บาป สุข และทุกข์ เอาไว้,
จุดเด่นของตอนนี้:
อุปมา "แม่เหล็ก 2 ขั้ว": ตัวรู้ และ ตัวใจ เหมือนแม่เหล็กที่พร้อมจะดูดเข้าหากันตลอดเวลา หากขาดสติ ตัวรู้จะไหลเข้าไปแนบชิดกับใจจนเป็นเนื้อเดียวกัน หน้าที่ของเราคือต้องใช้สติ "ดึงมันออกมา" ให้ห่างกันไว้
เทคนิคการ "ฝืน" (Resistance): เมื่อกายนั่งนานจนปวด ใจจะเริ่มบ่นว่า "จะตายแล้ว" "ขาจะหัก" ให้เราฝึก "ฝืนมัน" อย่าเพิ่งขยับตามคำสั่งใจ ให้ดูมันดิ้นรนไปเฉย ๆ เพื่อให้เห็นว่าใจไม่ใช่เรา,
คาถา "ช่างมัน" (Let it be): เมื่อเห็นอาการปรุงแต่งของใจ ไม่ต้องไปหาเหตุผล ไม่ต้องวิเคราะห์ ให้ "รู้แล้วช่างมัน" กวาดทิ้งอย่างเดียว ไม่ต้องเติมเชื้อไฟ แล้วตัวรู้จะเป็นอิสระได้เอง
#พระอาจารย์ธีรนันท์ #แยกรูปนาม #ตัวรู้ #มหาภัย #ช่างมัน #ตัดภพชาติ #ธรรมะภาคปฏิบัติ
การบรรยายธรรมภาคปฏิบัติในวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ โดย พระอาจารย์แดง เนื้อหาเจาะลึกเรื่อง "อานาปานสติ" ซึ่งท่านยกย่องว่าเป็นมงกุฎของกรรมฐาน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ โดยเน้นเส้นทางการปฏิบัติจากความสงบเบื้องต้นไปสู่ปัญญาที่ถอดถอนตัวตน
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
หลักการ "ผูกสัตว์ ๖ ตัวไว้ที่เสาเขื่อน": พระอาจารย์เปรียบเทียบจิตที่ชอบฟุ้งซ่านไปตามอายตนะ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เหมือนสัตว์ ๖ ชนิดที่ดึงกันไปคนละทิศละทาง วิธีแก้คือใช้ "ลมหายใจ" เป็นหลักเสา แล้วเอาสติผูกจิตไว้ เมื่อดิ้นรนจนหมดแรง จิตจะสงบนิ่งอยู่ที่ลมหายใจ
กับดักของ "ความสุข" (สมถะ vs วิปัสสนา): เมื่อจิตสงบจะเกิดปีติและสุข ลมหายใจจะยาวและละเอียดขึ้นเอง แต่พระอาจารย์เตือนว่าอย่าติดในความสุข เพราะความสุขในขั้นสมถะยังเป็น "สมุทัย" (เหตุแห่งทุกข์) หากสุขหายไปจะทุกข์ทันที ผู้ปฏิบัติมักติดสุข เหมือนเรียกสุนัขให้มาหา พอน้อมใจไปหาสุข สุขก็มาทันทีจนไม่ก้าวหน้า
เทคนิคการย้ายฐานจิตและการดับของลม: พระอาจารย์แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวในการย้ายฐานกำหนดลม จากสะดือ ลิ้นปี่ มาที่หน้าผาก จนถึงกลางกระหม่อม เมื่อจิตรวมลงลึก ลมหายใจจะละเอียดจนเหมือน "หยุดหายใจ" (ลมดับ) ร่างกายหายไป เหลือแต่ผู้รู้ที่สว่างโพลงอยู่ภายใน ซึ่งสภาวะนี้สามารถข่มเวทนาและอยู่ได้เป็นวันๆ
อานาปานสติ ๔ หมวด (๑๖ ขั้น):
1. กายานุปัสสนา: รู้ลมเข้า-ออก สั้น-ยาว จนถึงทำกายสังขารให้ระงับ
2. เวทนานุปัสสนา: รู้ปีติ สุข และที่สำคัญคือ "จิตตสังขาร" (ความคิดปรุงแต่ง) เมื่อสติทันความคิด ความคิดจะดับและระงับไปเอง
3. จิตตานุปัสสนา: ตามดูอาการของจิต (หดหู่ ฟุ้งซ่าน) และทำจิตให้ปราโมทย์ ตั้งมั่น
4. ธรรมานุปัสสนา: เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง) คลายความยึดติด (วิราคะ) จนกิเลสดับ (นิโรธ) เห็นว่ากายใจไม่ใช่ตัวเรา
สภาวะธรรมของผู้เข้าถึงกระแส (โสดาบัน): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต้นได้ จะละความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) และละการยึดติดในพิธีกรรม (สีลัพพตปรามาส) ไม่ต้องมัวแต่กล่าวคำถวายทานหรือคำอาราธนาศีลแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ทำด้วยใจที่เสียสละและมุ่งตรงต่อธรรม
มารยาทและความเอื้อเฟื้อในลานธรรม: ช่วงท้ายท่านเน้นย้ำเรื่องความเมตตาในหมู่คณะ การไม่ทำเสียงดังรบกวนผู้อื่น (เช่น การไอ หรือเคาะ) เพราะจิตผู้ปฏิบัติจะไวต่อเสียงมาก ความเมตตาจะเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา ในขณะที่ความอิจฉาหรือการแกล้งกันจะปิดกั้นมรรคผล
ไฮไลท์พิเศษ: เรื่องเล่าขำขันแต่แฝงธรรมะ เกี่ยวกับคนที่ชอบแกล้งเปิดลำโพงเสียงดังใส่ผู้ปฏิบัติธรรม จนสุดท้ายลำโพงพังกลายเป็นรังไก่
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (ยันต์) วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ช่วงเช้า เน้นย้ำเรื่องการ "หยุดรู้ ไม่ให้ไหล" ไปกับความคิดปรุงแต่ง เพราะการไหลไปคือการสร้างภพชาติและสะสม "ขยะอารมณ์" ทับถมใจ แม้แต่บุญกุศลจากการให้ทานหรือรักษาศีล หากทำด้วยความยึดติด ก็จะเป็นเชื้อพาไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี แต่ยังไม่พ้นทุกข์
จุดเด่นของตอนนี้:
อุปมา "เชือก 3 เกลียว": ชี้ให้เห็นว่า กาย, จิต(ความคิด/ความรู้สึก), และ ตัวรู้ เหมือนเชือก 3 เส้นที่พันกันอยู่ นักปฏิบัติต้องแยกให้ออกว่ามี 3 สิ่งนี้จริง ๆ ไม่ใช่ก้อนเดียวกัน
เทคนิค "ก้าวออกมา" (Stepping Out): ยกตัวอย่างแม่ชีที่ใช้สติ "ก้าวออกมาจากใจ" แล้วมองย้อนกลับเข้าไป จนทำให้ "ผู้รู้ดีดผึง" ออกมาจากอาการของใจ เห็นความโล่ง โปร่ง เบา อย่างชัดเจน
กับดักความสงบ: เตือนนักปฏิบัติว่าเมื่อใจนิ่ง สงบ อย่าเผลอเข้าไป "นอนแช่" หรือยึดความสงบนั้นเป็นเรา ให้ดูความสงบนั้นเกิดดับต่อไป
สูตรจบกิจ: บทสรุปของการปฏิบัติเพื่อตัดภพชาติ คือ "พบผู้รู้ ปล่อยวางผู้รู้ พบจิต ปล่อยวางจิต"
การบรรยายธรรมภาคปฏิบัติโดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท ณ ชมรมพุทธ NT เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๘ เนื้อหาเจาะลึกถึงสาเหตุที่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้ และนำเสนอวิธีแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการฝึก "ผู้รู้" ให้เข้มแข็งและเป็นธรรมชาติ
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
ทำไมปฏิบัติมานานแต่ไม่ปล่อยวาง: พระอาจารย์ชี้ให้เห็นว่า เรามักพยายามไป "ปล่อยวาง" สิ่งที่ไม่มีตัวตน (สภาวะธรรม) หรือพยายามไปแก้ไข "สิ่งที่ถูกรู้" แทนที่จะแก้ที่ "ผู้รู้" สิ่งที่ถูกรู้ (สุข ทุกข์ ความคิด) มีหน้าที่เกิดขึ้นและดับไปเอง เราไม่ต้องไปพยายามทำลายมัน
ทางออกคือ "นิ่งรู้ อย่างสงบ เบาๆ": วิธีการปฏิบัติที่ทรงพลังคือการยอมรับความจริงที่ปรากฏ แล้ว "นิ่งรู้ อย่างสงบ เบาๆ" อยู่กับปัจจุบัน สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบจะอ่อนกำลังและสลายไปเองตามกฎไตรลักษณ์
ฝึกรู้ให้เหมือน "เด็กไร้เดียงสา": เคล็ดลับสำคัญคือการฝึก "รู้" ให้บริสุทธิ์เหมือนเด็กทารก คือรู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน แต่ ไม่รู้ความความหมาย (ไม่ปรุงแต่งด้วยสัญญาและความจำ) เพราะ "ความหมาย" คือต้นเหตุของความรัก ความชัง และอุปาทาน
เทคนิคการหายใจและรู้ตัวทั่วพร้อม:
อย่าบังคับลมหายใจ ให้ปล่อยลมหายใจเป็นธรรมชาติ
ใช้เทคนิค "รู้ตัวทั่วพร้อม" ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งลมเข้าและลมออก จนเกิดความว่าง 3 อย่างมาเจอกัน คือ กายว่าง ลมว่าง และรู้ว่าง
จิตเดิมแท้ vs เงาของจิต: จิตเดิมเป็นเพียงพลังงานที่ว่างเปล่า ไม่มีรูปร่าง แต่สิ่งที่เรารู้สึกหรือคิดเป็นเพียง "เงาของจิต" หรืออาการที่จิตสร้างขึ้นผ่านขันธ์ 5 การปฏิบัติคือการแยกผู้รู้ออกมาดูอาการเหล่านี้โดยไม่เข้าไปเป็นผู้แสดง
ช่วงถาม-ตอบ (Q&A):
การรู้ซื่อๆ โดยไม่ให้ค่าความหมาย ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็น "รู้ทื่อๆ" (โมหะ)
การ "เช็คลิสต์" กิเลสระหว่างวัน เทียบกับการฝึกรู้แบบดูจิตโดยตรง แบบไหนเร็วกว่ากัน
วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มใหม่ให้สงบเร็วที่สุด
บทส่งท้าย: เป้าหมายสูงสุดคือการฝึกจนเป็น "รู้อัตโนมัติ" ที่อยู่กับปัจจุบันสดๆ ตัดอดีตและอนาคต จนสามารถอยู่เหนือสมมติและวิมุตติได้ในที่สุด
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ:
การปฏิบัติแบบนี้เปรียบเสมือนเราเป็น "เด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก" เด็กน้อยมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ได้ยินเสียงชัดเจน (มีตัวรู้) แต่เด็กยังไม่มี "พจนานุกรม" ในหัว จึงยังไม่ตีความว่าสิ่งนี้คือ "สวย" สิ่งนี้คือ "น่าเกลียด" หรือสิ่งนี้คือ "ของฉัน" (ไม่มีสัญญา/ความหมาย) เมื่อไม่มีการตีความ ก็ไม่มีความยึดติด ความทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้ การฝึกของพระอาจารย์คือการรีเซ็ตจิตเราให้กลับไปสู่สภาวะ "รู้ที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา" เช่นนั้นอีกครั้ง
การบรรยายธรรมภาคปฏิบัติในช่วงเช้า ณ ชมรมพุทธ NT วันศุกร์ที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๖๘ ช่วงเช้า โดย หลวงพ่อสรศักดิ์ โชติโย ซึ่งเนื้อหาเน้นการแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมที่มักเน้นความสงบแบบ "หินทับหญ้า" มาสู่การเจริญสติรู้ตัวในชีวิตประจำวันเพื่อเข้าถึงความอิสระของจิต
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
กับดักของความสงบแบบกดข่ม: หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่าการนั่งบริกรรมเพื่อกดจิตให้สงบ เปรียบเสมือน "หินทับหญ้า" เมื่อหินออก (ออกจากสมาธิ) หญ้า (กิเลส) ก็งอกงามเหมือนเดิม หรืออาจรุนแรงกว่าเดิมเพราะขาดสติรู้ทันความคิด
ทางออกคือ "รู้เฉยๆ": วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือการมีสติรู้เนื้อรู้ตัวในอิริยาบถต่างๆ และเมื่อมีความคิดหรืออารมณ์เกิดขึ้น ให้ "รู้เฉยๆ" ไม่เข้าไปเป็นผู้สุข ผู้ทุกข์ หรือผู้โกรธ การรู้ทันจะตัดวงจรอาหารของกิเลส ทำให้ความคิดดับไปเองตามธรรมชาติ
เทคนิค "จับเหี้ยในรู": เปรียบเทียบจิตเหมือนการเฝ้าดูเหี้ย (ความคิด/กิเลส) ที่รู เมื่อมันโผล่ออกมาหาอาหาร (ปรุงแต่ง) ให้รู้ทัน มันจะหดกลับไป เมื่อไม่ได้กินอาหารบ่อยเข้า กิเลสจะหมดแรงและตายไปเอง
ประสบการณ์ตรงจากผู้ปฏิบัติ:
เคสคุณโยมผู้หญิง: จากเดิมที่นั่งสมาธิแล้วออกมาอารมณ์รุนแรงกว่าเดิม เปลี่ยนมาฝึกรู้ตัวในที่ทำงาน จนเกิดสภาวะ "เห็นความคิดเกิดดับ" แยกผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ออกจากกัน ทำให้ความทุกข์ลดลงอย่างชัดเจน
เคส "ป๋า" (ผู้ปฏิบัติชาย): แชร์ประสบการณ์การเข้าถึงสภาวะ "จิตอิสระ" (Independent Knowing) ที่แยกตัวออกจากขันธ์ 5 อย่างเด็ดขาด เห็นผู้รู้ที่เคยหลง กลายเป็นผู้รู้ที่อิสระและเป็นกลางต่อทุกสรรพสิ่ง
บทสรุปของการปฏิบัติ:
การปฏิบัติธรรมไม่ต้องถามใคร เหมือนการกินข้าวที่อิ่มแล้วย่อมรู้ด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง/สันทิฏฐิโก) เป้าหมายคือการสะสมสติจนแยกรูปแยกนาม และเข้าถึง "ตัวรู้" ที่เป็นธรรมชาติและเป็นกลางอย่างแท้จริง
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกไม่ก้าวหน้า, ผู้ที่ต้องการนำธรรมะไปใช้ในเวลาทำงาน, และผู้ที่สนใจแนวทางการดูจิตเพื่อพ้นทุกข์
การบรรยายธรรมโดย หลวงพ่อสรศักดิ์ โชติโย ณ ชมรมพุทธ NT วันศุกร์ที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๖๘ เวลา ๑๒.๐๐ น. ซึ่งเน้นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีแก่นสำคัญคือการเปลี่ยนจากการ "กดข่มความนึกคิด" มาเป็นการ "รู้ทัน" เพื่อเข้าถึงความเป็นอิสระของจิต
๑. ปัญหาของการปฏิบัติแบบ "หินทับหญ้า"
หลวงพ่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการปฏิบัติที่เน้นแต่ความสงบแบบสมถะ หรือการนั่งหลับตาบริกรรมเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนการเอา "หินทับหญ้า" ไว้ กิเลสและความโกรธไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกกดไว้ เมื่อออกจากสมาธิหรือเจอสิ่งที่มากระทบ ก็พร้อมจะฟูขึ้นมาเหมือนเดิม หรืออาจจะโกรธง่ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ, สิ่งที่ขาดไปคือ "สติ" ที่จะไปรู้ทันอารมณ์และความคิดตามความเป็นจริง
๒. ทางออก: รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นจนหลับ (The Daily Mindfulness)
การปฏิบัติที่แท้จริงไม่จำกัดแค่ท่าทาง แต่คือการมีสติรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถ เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่น ลุกจากที่นอน เดินไปห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ จนถึงเข้านอน, การฝึกแบบนี้เป็นการสะสมกำลังสติให้เป็นมหาสติ เมื่อทำต่อเนื่องจนเป็นนิสัย จิตจะตั้งมั่นและแยก "ผู้รู้" ออกจาก "สิ่งที่ถูกรู้" (กาย/ใจ) ได้เอง
๓. เทคนิคสำคัญ: "รู้เฉยๆ" และเลิกเป็นคนตื่นเงา
หลวงพ่อเปรียบเทียบว่า คนส่วนใหญ่เป็น "คนตื่นเงา" คือหลงไปตะครุบเงาของจิตที่ปรุงแต่งออกไปภายนอก (ความรัก ความชัง ความคิด) เหมือนมองแสงไฟฉายแต่ไม่ยอมมองกระบอกไฟฉายที่เป็นต้นตอ,
วิธีการแก้คือให้ ย้อนกลับมาดูที่จิต เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์เกิดขึ้น ให้ "รู้เฉยๆ",
สุขก็รู้เฉยๆ ทุกข์ก็รู้เฉยๆ
ไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของความโกรธ หรือเข้าไป "เป็น" ผู้ทุกข์
เมื่อรู้เฉยๆ บ่อยเข้า จิตจะเป็นกลาง และไม่ถูกความผิดหลอกให้เป็นทาสรับใช้อีกต่อไป,
๔. ผลลัพธ์จากการปฏิบัติ: สู่ความเป็น "จิตอิสระ"
ในตอนท้ายมีการแชร์ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติจริง:
คุณมาลี: แชร์ประสบการณ์ว่าเมื่อฝึกสติในชีวิตประจำวัน แม้เพียงระยะสั้น ก็เห็นผลว่าความทุกข์ลดลง เพราะสติเข้าไปตัดความคิดได้ไวขึ้น ทำให้ไม่จมลงไปในกองทุกข์,
ผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง (เกษียณแล้ว): เล่าถึงสภาวะขั้นสูงที่ "ผู้รู้" ระเบิดออกและแยกตัวเป็นอิสระจากขันธ์ 5 (กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อย่างสิ้นเชิง กลายเป็น "ผู้รู้อิสระ" ที่อยู่เหนือความโลภ โกรธ หลง,,
บทสรุปส่งท้าย
หลวงพ่อเน้นย้ำว่า อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ให้ "ลองพิสูจน์" ด้วยตนเองสัก 2-3 เดือน, โดยการเจริญสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติแบบนี้ลงทุนศูนย์บาท แต่ผลกำไรคือการพ้นทุกข์ที่แท้จริง
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ: การปฏิบัติแบบนี้เหมือนเรากำลังฝึกเป็น "คนดูละคร" แทนที่จะเป็น "ตัวละคร". เมื่อก่อนเราเป็นตัวละคร เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็หัวเราะ เจ็บปวดไปตามบท (ความคิด/อารมณ์). แต่วิธีของหลวงพ่อคือการถอยออกมานั่งดูละครเรื่องนั้นอย่าง "รู้เฉยๆ". ละครยังเล่นต่อไป (ความคิดยังเกิด) แต่เราที่เป็นคนดู ไม่ได้เจ็บปวดไปกับมันอีกแล้ว.
Episode นี้เป็นการสนทนาธรรมที่ลึกซึ้งระหว่างหลวงพ่อสรศักดิ์ โชติโย กับผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ความก้าวหน้าในการเจริญสติแบบรู้ตัว โดยเน้นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการลดความทุกข์ในชีวิตประจำวัน
การปฏิบัติที่เปลี่ยนชีวิต: จากก้อนเดียวสู่การแยกขาด
ผู้ปฏิบัติได้เล่าว่าจากการที่เคยฝึกความรู้สึกตัวแบบไม่เข้มข้น แต่เมื่อได้ฟังธรรมะของหลวงพ่อ ก็เกิดพลังและมีแรงปรารถนาที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการกำหนดสติรู้ตัวในทุกกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอน ลงเตียง เข้าห้องน้ำ และทำงาน ผลที่ตามมาคือความทุกข์ลดลงอย่างชัดเจน และสภาวะจิตใจเปลี่ยนไปสู่ความรู้สึกที่ "โล่ง ๆ โปร่ง" เหมือนกลับไปมีอายุ 14–15 ปี
หลวงพ่ออธิบายว่า ก่อนหน้านี้ กายกับจิต หรือ ตัวตน กับ ความคิด เป็นก้อนเดียวกัน แยกไม่ออก เมื่อมีความทุกข์หรือความสุข ก็จะ "ตามมันไป" และโดนความ คิดลากจูงไปทั้งวัน เพราะสติไม่ทันความคิด แต่เมื่อฝึกสติไปเรื่อย ๆ สติจะเริ่มมากขึ้นและทันความ คิด จนเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ มันแยกให้เห็นว่า ผู้รู้ (จิต) กับสิ่งถูกรู้ (กาย/ความคิด) เป็นคนละอัน
พลังของ 'ผู้รู้' และการอยู่กับความจริง
เมื่อสติแก่กล้าขึ้น "ผู้รู้" จะเด่นชัดขึ้นมา ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นความโกรธ ความคิด หรืออารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาและดับไปได้ทันที ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ดับช้าหรือตามไม่ทัน การปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ ทำลายความจำและความคิด และเพียงแค่ "รู้" หรือ "รับรู้" สิ่งที่เข้ามา โดยไม่เข้าไปเป็นอะไรกับมัน
ข้อผิดพลาดที่ต้องระวังคือ การพยายามห้ามความ คิดหรือไปกดมันไว้ เช่น การบริกรรมเพื่อให้สงบ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ หลวงพ่อเปรียบเทียบว่านั่นคือการสงบแบบ "หินทับหญ้า" ซึ่งกิเลสไม่ตาย ความคิดจะคิดไปจนวันตาย หน้าที่ของเราคือเรียนรู้ธรรมชาติของมัน โดยการ รู้ทันมันแล้วไม่ตามมันไปปรุงแต่ง เมื่อสติเราทัน ความคิดจะเกิดและดับไปเองโดยหลักธรรมชาติ
การแก้ทุกข์ที่ต้นเหตุ
ความทุกข์เกิดจากการที่เราไป หลงอาการของจิต เช่น หลงไปเป็นความโกรธ หรือไปหลงในอาการชอบใจหรือไม่ชอบใจ อาการเหล่านี้เป็นเพียง "สิ่งถูกรู้" และเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นและดับไป แต่เรามักตาม "เงาของจิต" ออกไปภายนอก
แนวทางการแก้ไขคือ กลับมาอยู่กับ "รู้" ที่ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่พร้อมจะรู้อยู่แล้ว และต้องยอมรับตามความ เป็นจริงของธรรมชาติ ไม่พยายามแก้ไขความโกรธ ความเจ็บปวด หรือความทุกข์ การปฏิบัติธรรมต้องเป็นการเกาถูกที่คัน คือการแก้ที่ใจ (จิต) ซึ่งเป็นมหาเหตุใหญ่นั่นเอง
ความก้าวหน้าและการพ้นทุกข์
หลวงพ่อสรุปว่า วิธีนี้เป็นการเจริญสติที่ทำให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและเป็นการเดินทางสู่ "ถนนลาดยาง" ซึ่งหากทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ก็สามารถเห็นผลได้ การรู้แจ้งนี้เป็นสิ่งที่ ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้เอง เห็นเอง และหายสงสัยเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ขึ้นอยู่กับอิริยาบถใด ๆ
การฝึกสติจนทำลาย "ผู้รู้ผู้หลง" ให้เหลือแค่ "รู้" อันเดียว จะทำให้ไม่หลงอาการที่มาหลอกอีก และเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถมาหลอกให้ไปเป็นธาตุรับใช้ได้อีกต่อไป
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ: การเจริญสติแบบนี้เปรียบเสมือนการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีความเร็วสูงในใจ. แทนที่จะพยายามหยุดขโมย (ความคิด/กิเลส) ไม่ให้เข้ามาในบ้าน (ใจ), เราฝึกให้กล้องจับภาพการเข้า-ออกของขโมยได้ทันที. เมื่อเราเห็นมันเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว เราก็ไม่ไปหลงตามมันไปอีก, และในที่สุดขโมยก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อเจ้าของบ้าน (ผู้รู้) ได้อีกต่อไป
Episode นี้ หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท อธิบายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 (09:30-11:30) ณ บ้านธรรมวารี มูลนิธิจิตตานุเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางการฝึกปฏิบัติธรรมที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งของ "ผู้รู้" (รู้) ให้สามารถอยู่กับความจริงปัจจุบันและก้าวข้ามความทุกข์ได้ โดยมีหลักการสำคัญคือ อานาปานุสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) และการรักษาความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
การฝึกปฏิบัติตามธรรมชาติ (นิ่งรู้ อย่างสงบ)
ผู้ปฏิบัติควรนั่งในท่าที่สบาย ปล่อยกายและใจให้เป็นธรรมชาติ โดยเน้นการวาง "ผู้รู้" ให้เบา รู้ที่เบา จะเป็นรู้ที่มีกำลัง ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้สึกว่า "รู้" หนัก แสดงว่ากำลังสะสมความอ่อนแอ ในเบื้องต้น ให้สังเกต กายที่กำลังพองยุบอย่างเป็นธรรมชาติขณะหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องลงรายละเอียดไปที่กายหรือลมหายใจมากนัก การหายใจควรเป็นไปอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล และรู้ตัวทั่วพร้อม (ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม) ที่ผิวหนังเบา ๆ การฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความตั้งมั่นและความสงบแก่ผู้รู้
การฝึกอานาปานุสติอย่างต่อเนื่องช่วยให้รู้มีกำลังเบาสบาย และหยุดคิด หยุดจำได้ เมื่อผู้รู้มีความสงบและเป็นกลางแล้ว ให้ขยายความรู้สึกไปที่กลางอกที่ว่างเปล่า และใช้พลังงานจากลมหายใจ (ซึ่งคือพลังงานของจิต) เพื่อแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาด้วยอานาปานุสติ
การแผ่เมตตาเป็นการขยายกระแสจิตออกไปโดยเริ่มจากกลางอกที่ว่าง ขยายวงกว้างออกไปปกคลุมสถานที่ที่ปฏิบัติอยู่, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย, ผืนโลกใบนี้, สวรรค์ทุกชั้น, พรหมโลกทุกชั้น, และย้อนกลับไปถึงนรกทุกขุม (รวมถึงอเวจี) เป็นการแผ่เมตตาไปยังสัตว์และดวงจิตใน 3 โลกธาตุ (นรก มนุษย์ สวรรค์ พรหมโลก) เพื่อให้พ้นจากความทุกข์และมีความสุขยิ่งขึ้น หลังจากนั้น ให้ย้อนกลับมาฟอกกาย ฟอกใจของตนเองด้วยลมหายใจเข้าออก
ปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ (ภาวนามยปัญญา)
การปฏิบัติธรรมมุ่งหมายเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญามี 3 ระดับ ได้แก่: สุตตมยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการฟัง) และ จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ) ซึ่งทั้งสองนี้ยังไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ ปัญญาที่ทำใหัพ้นทุกข์คือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งหมายถึงการฝึกฝนผู้รู้ให้มีกำลังและอยู่กับความจริง โดยความจริงคือสิ่งที่มีอยู่แล้วและปรากฏอยู่กับกายและใจของเรา
การฝึกผู้รู้ให้อยู่เหนือสิ่งถูกรู้
ผู้ปฏิบัติจะต้องปรับวิธีการปฏิบัติใหม่ โดยการ นิ่งและรู้ อย่างสงบ สังเกตธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ โดยเฉพาะจังหวะพองยุบของกาย ไม่ต้องสร้างจังหวะหรืออาการใด ๆ เพราะอาการและจังหวะมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ผู้รู้ต้องได้รับการฝึกฝนให้อยู่กับฐานของการรับรู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (ผัสสะ) และอารมณ์ทางใจ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ผู้รู้และกายยังคงอยู่ การให้ความสำคัญและหลงกับสิ่งที่มาปรุงแต่ง เช่น ความรู้สึก (เวทนา) หรือกิเลส (ราคะ โทสะ) คือต้นเหตุของความเดือดร้อน
การรับมือกับกิเลสและความรู้สึก
เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ (กิเลส) หรือความรู้สึก (เวทนา) ขึ้นทางกายหรือใจ ไม่ต้องไปแก้ไขหรือทำลาย เพียงแค่นิ่งรู้ อย่างสงบ อยู่กับอาการเหล่านั้น และอยู่กับอานาปานุสติ กำลังของอานาปานุสติที่เป็นกำลังของความว่าง (ความไม่คิด ไม่จำ) จะมีมากกว่า ทำให้กิเลสและสภาวะต่าง ๆ อ่อนกำลังลงและดับไปได้เอง ต้นเหตุของกิเลสคือ สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
หนทางสู่ความเป็นวิมุตติ
หนทางสู่การพ้นทุกข์คือการเข้าสู่ความเป็น วิมุตติ (ความหลุดพ้น) โดยการทำลายกำแพงของความจำและความคิด ฝึกให้ "รู้" ไปเลยโดยไม่ต้องใช้ความจำ หรือไม่ต้องให้ความหมาย รู้ที่ว่างจากความคิดและความจำคือ รู้โดยวิมุตติ
การปฏิบัติจึงเหลือเพียงการ "นิ่งรู้ อย่างสงบ ว่าง ๆ" และอยู่กับความจริงของอานาปานุสติ ไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่รู้ แต่ให้ความสำคัญต่อผู้รู้ เพราะเมื่อเราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งใด สิ่งนั้นจะไม่มีและไม่เป็นไปตามที่เราหมายไว้ การฝึกนี้จะทำให้ผู้รู้มีพลังเข้มแข็งจนแยกตัวออกจากอาการของสิ่งถูกรู้ได้ในที่สุด
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (ยันต์) บรรยายว่า จิตผู้รู้ (ตัวรู้) คือกุญแจสำคัญสู่การพ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร แต่ในขณะนี้มันกำลัง หลง เข้าไปยึดอาการของใจว่า "เป็นเรา"
อุบายในการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ อย่าให้รู้มันว่างงาน ให้เติมสติด้วยการ สังเกต ลมหายใจเข้าออก การเคลื่อนไหวของกาย การหยิบจับสิ่งของอย่างต่อเนื่อง เพราะหากรู้ว่างเมื่อไหร่ มันจะ เผลอ และไหลเข้าไปยึดอารมณ์หรือความคิดปรุงแต่งทันที
ความหลงที่ละเอียดที่สุด คือการที่รู้ไป ติดอาคาร และ หลงยึด ในอาการที่ใจผ่องใส สงบ นิ่ง โล่ง หรือเบาสบาย ซึ่งเป็นการหลงโดยไม่รู้ตัว และยังไม่จบกิจ
เมื่อรู้มีกำลังเต็มที่ มันจะ ตื่นรู้ และเห็นว่าอาการเหล่านี้ (ความคิด, ความรู้สึก, ความสงบ) เป็นเพียงสังขารที่เกิดแล้วดับ เมื่อมันทำลายความหลงของมันได้สำเร็จ มันจะ รู้ว่ามันโง่ ที่เคยยึดถือ และจะหยุด เจตนา ที่จะไปแทรกแซงหรือยึดมั่นถือมั่นในทุกอาการของกายและใจได้ นี่คือการฝึกให้ รู้สักแต่ว่ารู้
ฝึกให้เป็นอัตโนมัติ อย่าให้เผลอ อย่าให้ว่า งาน พ้นแน่นอน!
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ บรรยายวันที่ 29 พย. 2568 ว่า “ตัวใจ” คือต้นเหตุและพญามารที่พาเรามาเกิดแก่เจ็บตายและวนเวียนในวัฏฏสงสาร เพราะมันเป็นสถานที่เก็บข้อมูลกรรมและผลของกรรม การปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์จึงต้อง เจาะลงไปที่ใจ และใช้ สติสังเกต อาการนึก คิด ปรุง แต่ง สุข ทุกข์ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อความคิดหรืออารมณ์ผุดขึ้นมา ให้ รู้ทันปั๊บ ดับปุ๊บ และต้อง ไม่เข้าไปยุ่ง ไม่ไปอบรมสั่งสอน หรือให้ความหมายกับมัน แต่ให้ ออกมายืนดูอยู่ข้างนอก เหมือนผู้ดับเพลิงที่มองดูไฟไหม้บ้าน. การเพียงแค่ฟัง คิด นึก หรือวิเคราะห์ธรรมะ จะไม่ทำให้เกิดปัญญาหลุดพ้น เพราะยังเป็นการ ไหลเข้าสู่ใจ และสร้างเพียงสัญญา.
เป้าหมายคือการทำลายความหลงที่พาให้เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าใจนี้เป็นเรา และ ปล่อยวางขันธ์ 5 (กายและใจ) ให้ได้ เพื่อให้ตัวรู้หยุดไม่ไหล และจบการเวียนว่ายตายเกิดที่ชาติปัจจุบันนี้
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (อ.ยันต์) บรรยายเมื่อ 26 พย. 2568 อธิบายว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือ การสังเกตอยู่ตลอดเวลา ด้วยสติรู้ที่กายและใจ โดยให้ รู้สักว่ารู้ และ อย่าเข้าไปแทรกแซง ความนึกคิดหรืออารมณ์ที่ผุดขึ้น หากมี "ขยะอารมณ์" หรือความคิดเก่า ๆ ให้ ปล่อยให้มันไหลทิ้งไป โดยไม่ไปกักกั้น
นักปฏิบัติพึงระวัง กับดักความสงบ เพราะการพอใจในความนิ่ง โล่ง โปร่ง เบา สบาย คือการไป เสวยอารมณ์ และหยุดสังเกต ทำให้ตัวรู้ไหลเข้าไปยึดติดกับจิตใจตามนิสัยเดิม
เป้าหมายสำคัญคือการ เจาะเข้าสู่ใจ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวรู้ไหลเข้าไปนอนแช่ ซึ่งจะนำไปสู่การ ทำลายความหลง (อวิชชา) ที่อยู่ลึก ๆ ว่า "จิตใจนั้นเป็นเรา" จนเห็นความจริงว่า จิตเดิมแท้ นั้นโล่ง ว่าง และ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อความหลงถูกทำลาย ความอยากที่ผลักดันให้ยึดมั่นถือมั่น ก็จะหมดไป กายและใจจะทำงานไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ หากพบความติดขัดในขั้นตอนสุดท้ายนี้ ควรขอคำแนะนำ เพราะ ผงเข้าตาตัวเราเองย่อมเอาออกเองไม่ได้
พระอาจารย์ธีรนันท์ ธีรปัญโญ (อ.ยันต์) อธิบายถึงวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาที่มุ่งเน้นการเข้าถึงสัจธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ โดยชี้ให้เห็นว่าธรรมะที่แท้จริงคือการเข้าใจถึง ธรรมชาติภายใน อันได้แก่ ความไม่เที่ยงและความเสื่อมของกายและใจ การปฏิบัติธรรมจะต้องสามารถแยกส่วนหลักสามประการคือ รูปกาย จิตใจ และ ตัวรู้ (สติ) ออกจากกันให้ได้ โดยให้เริ่มฝึกสติโดยการสังเกตลมหายใจ จากนั้นให้ย้ายจุดสนใจมาสังเกตที่ใจ เพื่อรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ วิธีการทำลายความหลงและความยึดมั่นถือมั่นคือการ "สังเกตอยู่เฉยๆ" และ "ปล่อยวาง" อาการต่างๆ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงหรือครอบครองสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสู่การพ้นจากความทุกข์ในวัฏสงสาร
อารมณ์ธรรม คือ อารมณ์ที่มีความระลึกรู้ เทศนาโดย หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล วันที่ 6 กค. 2551
สร้างสติเกิดสมาธิ หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร สุรินทร์ เทศน์เมื่อ 15 พค 57
[เทศน์] แนวทางปฏิบัติ หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล งานสวดพระอภิธรรม หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ 27 ธค 55
[เทศน์] แนวทางปฏิบัติ ปวารณาออกพรรษา โดย พระสิ้นคิด หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม ณ พุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568
แนะนำเข้าสู่สภาวะธรรม โดย พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก วันที่ 08 ก.ย. 68 เวลา 19:00 น. ณ สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง ลำปาง
Live พระอาจารย์แดงสนทนาธรรม 2ทุ่ม 19 9 2568