
การบรรยายธรรมโดย หลวงพ่อสรศักดิ์ โชติโย ณ ชมรมพุทธ NT วันศุกร์ที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๖๘ เวลา ๑๒.๐๐ น. ซึ่งเน้นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีแก่นสำคัญคือการเปลี่ยนจากการ "กดข่มความนึกคิด" มาเป็นการ "รู้ทัน" เพื่อเข้าถึงความเป็นอิสระของจิต
๑. ปัญหาของการปฏิบัติแบบ "หินทับหญ้า"
หลวงพ่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการปฏิบัติที่เน้นแต่ความสงบแบบสมถะ หรือการนั่งหลับตาบริกรรมเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนการเอา "หินทับหญ้า" ไว้ กิเลสและความโกรธไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกกดไว้ เมื่อออกจากสมาธิหรือเจอสิ่งที่มากระทบ ก็พร้อมจะฟูขึ้นมาเหมือนเดิม หรืออาจจะโกรธง่ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ, สิ่งที่ขาดไปคือ "สติ" ที่จะไปรู้ทันอารมณ์และความคิดตามความเป็นจริง
๒. ทางออก: รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นจนหลับ (The Daily Mindfulness)
การปฏิบัติที่แท้จริงไม่จำกัดแค่ท่าทาง แต่คือการมีสติรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถ เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่น ลุกจากที่นอน เดินไปห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ จนถึงเข้านอน, การฝึกแบบนี้เป็นการสะสมกำลังสติให้เป็นมหาสติ เมื่อทำต่อเนื่องจนเป็นนิสัย จิตจะตั้งมั่นและแยก "ผู้รู้" ออกจาก "สิ่งที่ถูกรู้" (กาย/ใจ) ได้เอง
๓. เทคนิคสำคัญ: "รู้เฉยๆ" และเลิกเป็นคนตื่นเงา
หลวงพ่อเปรียบเทียบว่า คนส่วนใหญ่เป็น "คนตื่นเงา" คือหลงไปตะครุบเงาของจิตที่ปรุงแต่งออกไปภายนอก (ความรัก ความชัง ความคิด) เหมือนมองแสงไฟฉายแต่ไม่ยอมมองกระบอกไฟฉายที่เป็นต้นตอ,
วิธีการแก้คือให้ ย้อนกลับมาดูที่จิต เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์เกิดขึ้น ให้ "รู้เฉยๆ",
สุขก็รู้เฉยๆ ทุกข์ก็รู้เฉยๆ
ไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของความโกรธ หรือเข้าไป "เป็น" ผู้ทุกข์
เมื่อรู้เฉยๆ บ่อยเข้า จิตจะเป็นกลาง และไม่ถูกความผิดหลอกให้เป็นทาสรับใช้อีกต่อไป,
๔. ผลลัพธ์จากการปฏิบัติ: สู่ความเป็น "จิตอิสระ"
ในตอนท้ายมีการแชร์ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติจริง:
คุณมาลี: แชร์ประสบการณ์ว่าเมื่อฝึกสติในชีวิตประจำวัน แม้เพียงระยะสั้น ก็เห็นผลว่าความทุกข์ลดลง เพราะสติเข้าไปตัดความคิดได้ไวขึ้น ทำให้ไม่จมลงไปในกองทุกข์,
ผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง (เกษียณแล้ว): เล่าถึงสภาวะขั้นสูงที่ "ผู้รู้" ระเบิดออกและแยกตัวเป็นอิสระจากขันธ์ 5 (กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อย่างสิ้นเชิง กลายเป็น "ผู้รู้อิสระ" ที่อยู่เหนือความโลภ โกรธ หลง,,
บทสรุปส่งท้าย
หลวงพ่อเน้นย้ำว่า อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ให้ "ลองพิสูจน์" ด้วยตนเองสัก 2-3 เดือน, โดยการเจริญสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติแบบนี้ลงทุนศูนย์บาท แต่ผลกำไรคือการพ้นทุกข์ที่แท้จริง
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ: การปฏิบัติแบบนี้เหมือนเรากำลังฝึกเป็น "คนดูละคร" แทนที่จะเป็น "ตัวละคร". เมื่อก่อนเราเป็นตัวละคร เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็หัวเราะ เจ็บปวดไปตามบท (ความคิด/อารมณ์). แต่วิธีของหลวงพ่อคือการถอยออกมานั่งดูละครเรื่องนั้นอย่าง "รู้เฉยๆ". ละครยังเล่นต่อไป (ความคิดยังเกิด) แต่เราที่เป็นคนดู ไม่ได้เจ็บปวดไปกับมันอีกแล้ว.