
คนสมัยย่าเขาไม่เรียกเดือนตามสากลแต่จะเรียกตามหลักปฏิทินไทย ซึ่งลักษณะเดือนก็จะคร่อมกันอยู่ ย่าก็ไม่รู้ที่มาว่าทำไมเขาเรียกกันแบบนี้ แต่ก็เรียกตามๆกันมาจนติดปาก โดยเขาจะเรียกเป็นเลข เช่นเดือน1 เดือน2 ไล่กันไป พอเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ก็เป็นช่วงเวลาแห่งผลไม้ที่ต่างพากันออกผลในช่วงนี้ ในเมื่อก่อน เป็นเรื่องยาก ที่จะหาผลไม้นอกฤดูกาลกินได้ หากข้าวออกดอก หรือข้าวแต่งตัว มะม่วงก็เริ่มออกดอกออกช่อ พอเกี่ยวข้าวกันเสร็จ มะม่วงก็เริ่มจะมีลูกเล็กๆ มาให้เห็นแล้ว ซึ่งมะม่วงที่ออกมาแต่ละทีนั้น เยอะมากเยอะจนกินไม่หมด บางทีก็หล่นเพราะลมพายุ มะม่วงที่ตกมาก่อนที่ลูกจะใหญ่นั้นเขาไม่นิยมมาทำกินกับข้าวเหนียวมะม่วง คนในสมัยนั้น จึงทำมะม่วงกวน ที่ถือว่าเป็นการถนอมอาหารอีกแบบ ที่ให้รสที่หวานอร่อยเต็มไปด้วยพลังงานจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการสกัดทางเคมี ต่อจะมะม่วงออก มะไฟก็ตามมา ต่อด้วย มะยงชิด มะปราง ลิ้นจี่ ขนุน พอปลายๆก็เป็นช่วงของทุเรียนลากยาวไปประมาณ 3 เดือน พอหมดช่วงนี้ก็จะหมดเลย แต่ในปัจจุบัน ความ ก้าวหน้าทางการเกษตรพัฒนามากขึ้นจึงทำให้คนอย่างเราเรา มีผลไม้ที่หลากกิน ในช่วงนอกฤดูมากขึ้น สวนทุเรียน บ้านเราเคยมี ความยากของการปลูกทุเรียนในภาคกลางคือ มันแพ้น้ำท่วมหากเจอน้ำท่วมมันก็แทบจะไม่รอด ถือเป็น ความท้าทายของคนภาคกลาง เพราะว่าพื้นที่ภาคกลางในสมัยก่อนนั้น มีน้ำท่วมทุกปี ย่าเล่าให้ฟังว่ามีสวนทุเรียน หนึ่งทำคันดินกั้นน้ำไว้ แต่คันดินแตก น้ำไหลเข้าสวนทุเรียน แต่ก็ได้ทำการแก้ไข โดยทำคันดินใหม่และวิดน้ำออก ต้นที่แก่ๆ ก็พอรอด แต่ต้นหนุ่มๆนั้น ไม่เหลือ ผัดกระเพราไม่ค่อยฮิตในสมัยย่า ส่วนมากนิยมทำแกงกินกันเอง หนึ่งหม้อก็กินกันทั้งบ้าน กว่าย่าจะมาได้รู้จักกับกระเพราก็เป็นช่วงหลังๆ แล้ว กว่าจะได้กินแกงทั้งที ก็ต้องรอให้ถึงวันพระ เพราะว่า แม่ของย่า เขาทำแกงไปทำบุญ แล้วก็แบ่งมาให้ลูกๆกิน พระสมัยนั้นยังมีบางท่านที่กินเหล้า ย่าก็เคยได้ด่าไป 1 ฉอด ด้วยความที่อายุยังไม่เยอะก็เลยไม่ได้คิดอะไร