การเลือกตั้งปี 2569 ที่ประชาชนกำลังจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเลือกพรรคการเมืองมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้
เกมแย่งชิงคะแนนเสียงเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ พรรคการเมืองหากแยกออกเป็นเฉดสีแล้ว น้ำเงิน ส้ม ฟ้า แดง กำลังต่อสู้แย่งชิงเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ทุกพรรคล้วนแต่งัดกลยุทธ์ออกมาสู้กันตั้งแต่โค้งแรก และต้องจับตาโค้งสุดท้ายว่าจะมีหมัดเด็ด-หมัดน็อก อะไร ที่จะมาขอคะแนนความไว้วางใจจากประชาชน
เพราะผลลัพธ์ในเส้นชัย ผู้ชนะจะเป็นผู้กำหนดเกม
หลังปีใหม่การหาเสียงเลือกตั้งเริ่มคึกคักมากขึ้น
พรรคภูมิใจไทย เหมือนนักมวยยก 5 ที่คะแนนนำ ถีบ-ถอย และไม่ปะทะ
แต่ก็เจอลูกหลงจากกระแส ‘อภิสิทธิ์’ ที่ดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์กลุ่มอนุรักษ์ และ ส.ส. ภาคใต้
ในขณะที่พรรคประชาชน ติดมุมเจอ 2 คำถามเก่า “ม.112 - ทหารมีไว้ทำไม” จนต้องพลิกสร้างเกมใหม่กับการเปิดตัว ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้พอประมาณ
ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นเหมือนยังจัดกระบวนทัพไม่เข้าที่ ไม่ทรงพลังเหมือนตอนเลือกตั้ง 2566
แต่กระแสที่แรงที่สุดในสัปดาห์นี้ กลับเป็นเรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และลงทะเบียนประชามตินอกเขต
แสวง บุญมี และ กกต. กลายเป็น ‘หมู่บ้านกระสุนตก’ แม้ยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าปี 2569 พุ่งสูงทะลุ 2.4 ล้านคน ทำลายสถิติปี 2566 ขณะที่ยอดลงทะเบียนลงประชามตินอกเขตทะลุ 1.5 ล้านคน
แต่ทั้งหมดนี้คือผลงานของ iLaw และภาคประชาชนล้วนๆ โดยมี กกต. เป็นแรงขับแห่งความโกรธเกรี้ยว
การทำงานของ กกต. ที่ไม่คิดอำนวยความสะดวกให้ประชาชน แต่เลือกความสะดวกของตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดกระแสความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรง จนทำให้ยอดการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนในวันสุดท้าย
ทั้งหมดคือระเบิดเวลาที่ไปรอแสดงแสนยานุภาพในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
และอาจลามจาก ‘ประชามติ’
ไปถึงผลการเลือกตั้ง
ลมใต้ปีก ที่พาพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาอยู่ในเกมอำนาจเวลานี้คือ คำที่เรียกว่ากระแส ‘ชาตินิยม’
แต่หากชาตินิยมถูกใช้แบบดื้อสบู่ ไม่รู้จังหวะ ไม่รู้ขอบเขต มันจะเปลี่ยนเป็นพายุที่ถาโถมกลับมาหาตัวเองได้
การสู้รบระหว่าง ไทย-กัมพูชา ถูกหยิบมาอธิบายในเชิงอารมณ์มากกว่าคลี่คลายปัญหา และความขัดแย้งอาจยิ่งกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้
ในศึกการเมืองสามก๊ก ส้ม–แดง–น้ำเงิน ส้มครองพื้นที่ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ แดงต้องฟื้นพลังกลับมาที่จุดพูดแล้วทำได้ ส่วนน้ำเงิน หากยังผูกตัวเองกับชาตินิยมแบบแข็งทื่อ จะยิ่งถูกบีบพื้นที่ ขยับไม่ได้
โลกวันนี้ประชาชนถามหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกแนวรบที่สำคัญ
สมการเลือกตั้งที่มีประชาชนตอนกาบัตร แต่หลังจากนั้นเป็นเกมอำนาจที่ไร้ประชาชน
เมื่อการเมืองเหลือแค่การจัดวางสีและจับมือคุมเกม
พลังของประชาชน ที่ไม่ถูกประคองจะย้อนมาทำลายเจ้าของมันเอง
คำถามจึงไม่ใช่ชาตินิยมดีหรือไม่ดี แต่คือใครคุมพวงมาลัยของรถคันนี้ ที่จะพามันไปข้างหน้า หรือปล่อยให้มันย้อนศรกลับมาเป็นภาระอีกครั้ง
นับถอยหลังการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กำหนดไว้ 8 กุมภาพันธ์ปีหน้า ท่ามกลางคำถามว่าจะได้เลือกตั้งในวันนั้นจริงหรือไม่
ปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด มีผู้อพยพนับแสนคน แถมกฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้จนกว่าเหตุการณ์จะยุติ
การปะทะที่ชายแดนเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่ในทางการเมืองต้องยอมรับว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมจากเหตุการณ์นี้พอสมควร
ประเด็นคือพรรคภูมิใจไทยจะขี่กระแสนี้ได้นานแค่ไหน เพราะยิ่งนานวันก็เริ่มมีคำถามว่ามันจะจบลงอย่างไร
ไทยได้หรือเสียมากกว่ากันกับสถานการณ์ที่บานปลาย?
คำถามไม่ได้เกิดขึ้นแค่เรื่องกัมพูชา แต่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์การเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนโดนฉีกสัญญาอีกครั้ง นับเป็นการโดนฉีกสัญญาสองรอบติด ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยจนถึงพรรคภูมิใจไทย
ในมุมนักวิเคราะห์การเมือง อาจมีการอ่านเกมว่าภูมิใจไทยนั้นเก๋าเกมการเมือง ส่วนพรรคประชาชนเสียรู้ เจ็บแล้วไม่จำ
คำถามสำคัญคือ ‘Why’ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ?
ทำไมพรรคการเมืองที่ตรงไปตรงมาถึงไม่ถูกชื่นชม ทำไมการยืนตรงในหลักการถึงถูกด่าว่าไม่ฉลาด แต่พรรคการเมืองที่เลี้ยวไปเลี้ยวมากลับได้รับคำชื่นชม
หรือเป็นเพราะเราคุ้นชินกับสิ่งนี้มานาน… สุดท้ายแล้วความฉลาดทางการเมืองคืออะไรกันแน่?
หากเวลานี้ยังไม่มีการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา พื้นที่สาธารณะของสังคมไทยในช่วงนี้ อาจถูกใช้ไปกับการถกเถียงหลายเรื่องพร้อมกัน
ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ ฮั้วสว. บทบาทของซีเกมส์ในบริบทนโยบายรัฐ ไปจนถึงทิศทางและความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อความตึงเครียดทางทหารที่ชายแดนเกิดขึ้น วาระเหล่านั้นกลับค่อยๆ เบาลง แต่ไม่ได้หายไปจากหน้าการเมือง เพียงแค่ขยับตำแหน่งในความสนใจของคนในสังคมออกไป
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่คือการเมืองในประเทศที่คู่ขนานกันไป
ในวิกฤตมีโอกาส แต่วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลภูมิใจไทยได้สูญเสียโอกาสพิสูจน์ฝีมือไปเรียบร้อยแล้ว
การเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเยียวยาถัดจากนี้ จึงถือเป็นโอกาสอีกครั้งให้รัฐบาลภูมิใจไทยได้แก้มือ
น้ำท่วมรอบนี้ หากถอดรหัสดีๆ จะพบเรื่องราวการเมืองที่ซับซ้อน
มีทั้งรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม การแย่งชิงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้
พรรคประชาชนที่โดดเด่นขึ้นมาจนทำให้ต้องมีการสกัดดาวรุ่ง แม้จะพลาดเป้าไปก็ตาม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มได้คะแนนตีตื้นขึ้นมาจากพื้นที่ภาคใต้ที่หายไป
ดังนั้นความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ต้องมานับคะแนนกันใหม่ว่า ใครจะมีแต้มต่อมากกว่ากัน
การเมืองเดือนธันวาคมนี้ จึงน่าจับตาเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยเคยประกาศจะยื่น แต่อาจรอจังหวะที่เหมาะสมโดยมีปัจจัยความพร้อมทางการเมืองเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
ระฆังศึกเลือกตั้ง 2569 เริ่มขึ้นแล้วหลังพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ถ้าเช็กความพร้อมการเลือกตั้งในวันที่สองพรรคใหญ่ประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทยดูจะมีความพร้อมสูงสุด ทั้งจากกระแสรัฐมนตรีมืออาชีพ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และบ้านใหญ่ที่พาเหรดกันเข้ามาสังกัดภูมิใจไทยที่ถ้าเจาะดูรายละเอียดแล้ว หากรวมคะแนนบ้านใหญ่ในการเลือกตั้งปี 2562 จะสามารถชนะผู้สมัครพรรคก้าวไกลในเวลานั้นได้
หากพิจารณาภายใต้บริบทนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกฯ อนุทิน จะประกาศ “พร้อมยุบสภา” ถ้าพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ
แต่การเมืองมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บ่วงอิก’ หมายความว่าในหมื่นเหตุการณ์ อาจมีแค่หนึ่งเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น และสร้างความเสียหายเกินประเมินได้
เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือ ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ที่รัฐบาลยังไม่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ เกิดความสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ
นี่คือ ‘บ่วงอิกการเมือง’ ที่ทำให้ประชาชนต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามอีกครั้งว่า ตอนนี้มีพรรคไหนบ้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังมาถึง?