บรรยายธรรมและสอบอารมณ์ในวันที่ ๔ ของการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ (วันจันทร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๘) โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท เนื้อหาในวันนี้เจาะลึกเทคนิคการ "ปิดประตูตีแมว" หรือการหยุดผัสสะที่เข้ามากระทบไม่ให้ไหลลงสู่ใจ พร้อมแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "สมถะ" และ "วิปัสสนา" อย่างชัดเจนผ่านการวางสายตาของจิต
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
หยุดกระแสที่ 'ผัสสะ' (Contact):
พระอาจารย์เน้นย้ำเรื่องการรับมือกับสิ่งที่เข้ามากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากเรา "นิ่งรู้ อย่างสงบ" และวางใจเป็นกลาง สิ่งที่เข้ามากระทบ (เช่น เสียงดี/ไม่ดี รูปสวย/ไม่สวย) จะ "ดับ" ไปที่ฐานของมันเองโดยไม่ไหลเข้ามาปรุงแต่งที่ใจ, การวางใจเป็นกลางทำให้เราไม่เสพสุขและไม่เสพทุกข์ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันใจให้เป็นปกติ
เทคนิค: สังเกต (Focus) vs. ชำเลือง (Glance):
เป็นคีย์สำคัญของตอนนี้ พระอาจารย์แยก 2 วิธีการใชัจิต:
1. การสังเกต (สมถะ): คือการเพ่งดูทีละจุด ทีละประตู เพื่อให้ได้ความนิ่งและความตั้งมั่นของสมาธิ,
2. การชำเลือง (วิปัสสนา): เมื่อจิตมีกำลังแล้ว ให้ถอยออกมา "ชำเลืองรู้" ในมุมกว้าง การชำเลือง (มองเบลอๆ เบาๆ) จะทำให้เกิด "รู้เดียว" ที่ครอบคลุมทุกฐานพร้อมกัน (เห็นทั้งกายและความคิด) นี่คือการเจริญวิปัสสนาญาณที่ทำให้รู้ตื่นตัวและเป็นอิสระ,,
มีดดาบแห่งปัญญา และภาระที่ต้องวาง:
สติ สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องมือที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อฆ่ากิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) เปรียบเหมือน "มีดที่ลับคม" (ปัญญา) โดยมีแรงฟัน (สมาธิ/สติ), แต่เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว แม้แต่สติ สมาธิ ปัญญาก็ถือเป็น "ภาระ" ที่ต้องวางลงเช่นกัน เพื่อคืนสู่ธรรมชาติที่ว่างเปล่า
ทุกอย่างคืนสู่ความ 'ไม่มี':
พระอาจารย์ยกตัวอย่างศาลาปฏิบัติธรรมและเรื่องงูเจ้าถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นสัจธรรมว่า ทุกอย่างเดิมที "ไม่มีอะไร" ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วสุดท้ายก็กลับไปสู่ความ "ไม่มีอะไร" เหมือนเดิม การเห็นแบบนี้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะช่วยคลายความยึดมั่นถือมั่น,
เสียงในหัว = คนบ้าคุยกัน:
ในช่วงสอบอารมณ์ พระอาจารย์ชี้ให้เห็นธรรมชาติของ "ความคิด/เสียงในหัว" ว่ามันมักจะพูดเรื่องไร้สาระ พูดไม่ตรงกับภาพ หรือพูดวนไปวนมาเหมือนคนบ้า หรือเด็กบ่นพึมพำ, หน้าที่ของเราคือ "รู้ซื่อๆ" ว่ามันดังขึ้น แต่ไม่ต้องไปให้ค่าหรือหาความหมาย แล้วเราจะอยู่เหนือความคิดได้
ไฮไลท์ช่วง Q&A:
วิปัสสนา vs วิปัสสนึก: วิปัสสนาคือการเห็นความจริงที่ปรากฏเองโดยไม่ต้องคิด ส่วน "วิปัสสนึก" (วิปัสสนู) คือการจินตนาการหรือคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เป้าหมายคือ 'ใจปกติ': ผลของการปฏิบัติไม่ใช่การได้วิเศษวิโส แต่คือการที่ความกลัว ความทุกข์ ความกังวลหายไป เหลือเพียง "ใจที่ปกติ" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด,
---
(อ้างอิงเนื้อหาจากการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ วันที่ ๔ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท วันที่ ๘ ธ.ค. ๒๕๖๘)
Hashtags:
พระอาจารย์ชานนท์ วัดป่าเจริญธรรม ชำเลืองรู้ วิปัสสนา หยุดผัสสะ เสียงในหัว รุ่น75 ใจปกติ สมาธิ วิปัสสนึก
บรรยายธรรมและสอบอารมณ์ในวันที่ ๓ ของการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ (วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘) โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท เนื้อหาในวันนี้เน้นการทำความเข้าใจธรรมชาติของ "ผู้รู้" ที่แท้จริง และการแก้ไขสภาวะจิตที่ยังติดยึดอยู่กับ "สิ่งถูกรู้" (อาการของกายและใจ)
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
กลับสู่ 'รู้แรกเกิด' (Original Knowing):
พระอาจารย์เปรียบเทียบ "รู้ที่แท้จริง" ว่าเหมือนกับรู้ของเด็กแรกเกิด คือรู้ที่ยังไม่มีความจำ (สัญญา) และความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) เป็นรู้เพียวๆ ที่ว่างเปล่า หน้าที่ของเราคือฝึกฝนให้นำรู้นั้นกลับสู่ความเป็นธรรมชาติ รับรู้สิ่งต่างๆ ตรงๆ โดยไม่ต้องใส่ความหมายหรือชื่อเรียก
แยกธาตุ: กายในก็เหมือนกายนอก:
เพื่อลดละความยึดมั่นในตัวตน ให้พิจารณาว่าร่างกายเรา (ธาตุ 4 ภายใน) มีอาการเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไม่ต่างจากวัตถุธาตุภายนอก ร่างกายทำงานเองตามธรรมชาติ (เช่น ชีพจรเต้น) เราบังคับไม่ได้ การเห็นว่าร่างกายเป็นเพียง "ธรรมชาติ" จะช่วยทำลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวเรา
เทคนิค: ย้อนสอนมาอยู่กับ 'รู้':
เมื่อเกิดความทุกข์หรือเวทนา อย่าพยายามไปแก้ไขหรือรักษาอาการเหล่านั้น เพราะนั่นคือ "สิ่งถูกรู้" ให้ใช้วิธี "ย้อนสอน" กลับมาดูที่ "ผู้รู้" แทน จะเห็นว่าตัวผู้รู้จริงๆ นั้นว่างเปล่าและไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์ การไปจับที่อาการทำให้หนัก การกลับมาที่รู้ทำให้เบา
ความจริงของ 'ใบไม้ไหว' (เปรียบเทียบจิต):
ในการสอบอารมณ์ มีผู้ปฏิบัติเห็นความจริงว่า "ใบไม้ไหวเพราะลม พัด" เปรียบเหมือน "ความคิด/อาการทางกาย ไหวเพราะพลังงานจิต" เราห้ามลมไม่ให้พัดไม่ได้ ฉันใด เราก็ห้ามจิตไม่ให้คิดไม่ได้ ฉันนั้น หน้าที่คือแค่ "นั่งดู" อาการเหล่านั้นเกิดดับไปตามธรรมชาติ
ความลับของการ 'ผ่อนคลาย' (Relaxing):
ผู้ปฏิบัติหลายท่านรายงานว่าเมื่อ "ผ่อนคลาย" อาการเจ็บปวดและการเพ่งเกร็งจะหายไปทันที กลายเป็นความเบาและว่าง พระอาจารย์ย้ำว่าความผ่อนคลายคืออาการของ "การชำเลืองรู้" (Glancing) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หลุดพ้นจากความหนัก
ใจที่กลวงโบ๋ (The Hollow Mind):
มีผู้ส่งอารมณ์ว่าเห็นใจตัวเอง "กลวงโบ๋ ว่างเปล่า" พระอาจารย์ยืนยันว่านั่นคือสภาวะที่ถูกต้อง เพราะจิตเดิมแท้นั้นว่าง แต่ที่เราไม่เห็นความว่างเพราะเราเอา "อารมณ์และความยึดติด" ไปทับถมมันไว้
บทสรุปการปฏิบัติ:
ให้ฝึก "นิ่งรู้ อย่างสงบ" อยู่กับปัจจุบัน สังเกตผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเกิดขึ้นและดับไป แต่ "รู้" ยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อชำนาญแล้วให้ใช้การ "ชำเลืองรู้" เบาๆ เพื่อรักษาใจให้เป็นอิสระและเป็นกลางต่อทุกสภาวะ
---
(อ้างอิงเนื้อหาจากการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ วันที่ ๓ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท วันที่ ๗ ธ.ค. ๒๕๖๘)
Hashtags:
พระอาจารย์ชานนท์ วัดป่าเจริญธรรม ย้อนสอนมาอยู่กับรู้ รู้ที่ว่าง ใบไม้ไหว ชำเลืองรู้ รุ่น75 แยกธาตุแยกขันธ์ รู้แรกเกิด นิ่งรู้อย่างสงบ
บรรยายและสอบอารมณ์ในวันที่ ๒ ของการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ (วันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๘) โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท เนื้อหาในวันนี้เข้มข้นด้วยเทคนิคการปรับสภาวะจิต จากการ "เพ่ง" ที่สร้างภาระ มาสู่การ "ชำเลืองรู้" ที่เบาสบายและเป็นอิสระ
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
อย่าแก้ทุกข์ แต่ให้แยก 'รู้' ออกมา:
เราไม่สามารถจัดการกับความทุกข์หรืออาการดิ้นรน (ตัณหา) ได้โดยตรง ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ วิธีแก้คือให้ "นิ่งรู้ อย่างสงบ" แยกผู้รู้ออกมาจากอาการเหล่านั้น มองดูความพอใจและความไม่พอใจเกิดขึ้นและดับไปเอง โดยที่เราไม่เข้าไปเป็นผู้เล่น
'ความชัดเจน' คือสุดยอดของภาระ
จุดเปลี่ยนสำคัญของผู้ปฏิบัติคือการเลิกติด "ความชัดเจน" พระอาจารย์ชี้ให้เห็นว่า การพยายามรู้ให้ชัดต้องใช้แรงประคอง ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง ให้เปลี่ยนมา "ชำเลืองรู้" (Glancing) คือรู้ห่างๆ รู้แบบไม่เจตนา ไม่ต้องลงรายละเอียด วิธีนี้จะทำให้จิตอิสระจากความหนักทันที
เทคนิคดูลม: อย่าดูที่การเสียดสี:
หากดูพองยุบหรือลมที่จมูกแล้วอึดอัด เพราะเราไปเพ่งที่ "กายนอก" หรือแรงเสียดสี ให้เปลี่ยนมุมมองไปที่ "ความว่างของลม" นึกถึงลมที่พัดยอดเขาหรือพัดผ่านผิวหนังเบาๆ เป็นลมที่ไม่มีน้ำหนัก แล้วรู้จะเบาขึ้น
มองสภาวะเหมือน 'เด็กเล่นขายของ':
ให้วางใจต่อกิเลส ความคิด หรืออารมณ์ เหมือนผู้ใหญ่ที่มองดู "เด็กเล่นขายของ" มองดูความไร้เดียงสาของมันเล่นไป โดยเราไม่ลงไปเล่นด้วย ไม่ยินดียินร้าย เดี๋ยวเด็ก (อารมณ์) ก็จะเบื่อและเลิกเล่นไปเอง
สมถะ vs วิปัสสนา (สังเกต vs ชำเลือง):
พระอาจารย์สรุปเทคนิคสำคัญ:
การสังเกต (Focusing/Observing): การจดจ่อทีละฐาน (ตา หู จมูก ฯลฯ) เพื่อให้จิตนิ่ง เป็น สมถะ
การชำเลือง (Glancing): เมื่อจิตนิ่งแล้ว ให้ถอยออกมา "ชำเลืองรู้กว้างๆ" คุมรู้รอบฐานทั้งหมดด้วยความเบา เป็น วิปัสสนา
ช่วงสอบอารมณ์ (Q&A Highlights):
สำหรับคนใหม่: ให้เริ่มจาก "นิ่ง" และสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น ฟังเสียงนก หรือฟัง "เสียงแห่งความเงียบ" (เสียงวิ้งๆ ในหู) เพื่อดึงจิตกลับมาตั้งมั่น
เสียงในหัว vs ภาพในหัว: การนิ่งฟังเสียงความคิด หรือดูภาพความจำที่ผุดขึ้นมา เป็นการรู้เท่าทันกองสังขารและสัญญาขันธ์
ผู้ที่ติดเพ่งมานาน: แก้ด้วยการ "รู้กว้างๆ" รู้ตัวทั่วพร้อมแบบไม่เจาะจงจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อคลายความตึงเครียด
---
(อ้างอิงเนื้อหาจากการอบรมผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ วันที่ ๒ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท วันที่ ๖ ธ.ค. ๒๕๖๘)
Hashtags:
พระอาจารย์ชานนท์ วัดป่าเจริญธรรม ชำเลืองรู้ นิ่งรู้อย่างสงบ วิปัสสนา ปฏิบัติธรรมรุ่น75 กับดักความชัดเจน รู้ตัวทั่วพร้อม เสียงแห่งความเงียบ
Episode นี้เป็นการบรรยายธรรมในวาระ ปฐมนิเทศผู้ปฏิบัติธรรม รุ่นที่ ๗๕ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ เนื้อหาเน้นการปรับทัศนคติและวิธีการวางจิตให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงทางไปสู่ความเคร่งเครียด โดยมีแก่นสำคัญคือการฝึก "รู้" ให้เบา สบาย และเป็นธรรมชาติที่สุด
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
เลิกสร้างจังหวะ ให้กลับมาหาธรรมชาติ:
พระอาจารย์เน้นย้ำว่า ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปสร้างจังหวะ (เช่น ยกหนอ ย่างหนอ) หรือทำอะไรเพิ่มเติม เพราะกายนี้มีการทำงานเป็นจังหวะโดยธรรมชาติอยู่แล้ว คือ "ลมหายใจเข้า-ออก" และ "ท้องพอง-ยุบ" หน้าที่ของเราคือแค่มา "นิ่งรู้" ความจริงที่กำลังปรากฏอยู่ต่อหน้าโดยไม่ต้องดัดแปลง,
สำรวจฐานอายตนะด้วยความ 'นิ่ง':
ให้ฝึกนิ่งแล้วสังเกตสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น ฟังเสียงความเงียบในหู, ดูแสงที่ปลายตาขณะหลับตา, หรือรับรู้รสชาติในปาก ทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง ตั้งอยู่ และดับไปเอง เราเพียงแค่ "ยอมรับ" และรู้อย่างเป็นกลาง,,
กับดักของความ 'หนัก' และวิธีแก้:
ปัญหาหลักของผู้ปฏิบัติคือ "รู้ที่หนัก" ซึ่งเกิดจากการเพ่ง จ้อง หรือตั้งใจมากเกินไป โดยเฉพาะการเอาสติไปจมอยู่ในกาย หากรู้สึกตึงหรืออึดอัด ต้องรีบผ่อนคลายทันที,
วิธีแก้: ให้เปลี่ยนมาสนใจ "ความเบาของลม" แทนความหนักของกาย หรือการเสียดสีของลม ลมโดยธรรมชาติมีความว่างและเบาเหมือนลมพัดยอดไม้
เทคนิคสำคัญ: 'ชำเลืองรู้' (Glancing):
เพื่อให้ "รู้" เบาและอิสระ พระอาจารย์แนะนำเทคนิค "ชำเลืองรู้" คือไม่ต้องจ้องตรงๆ แต่ให้รู้แบบผ่านๆ รู้กว้างๆ เหมือนการมองจากหางตา การชำเลืองจะช่วยลดภาระของการเพ่ง ทำให้ "ผู้รู้" ถอยออกมาสังเกตการณ์ได้ดีขึ้น และแยกตัวออกจากสิ่งที่ถูกรู้ได้ง่ายขึ้น,
ฝึกรู้แบบ 'เด็กไร้เดียงสา':
เป้าหมายคือการฝึกให้เป็น "รู้ซื่อๆ" หรือรู้แบบเด็กไร้เดียงสา คือรู้โดย ไม่ใช้ความคิด (Thinking) และไม่ใช้ความจำ (Memory) เป็นการรู้สภาวะตรงๆ โดยไม่ต้องไปให้ค่าหรือตั้งชื่อว่ามันคืออะไร (วิมุตติ) หากยังใช้ความจำไปหมายมั่น นั่นคือสมมติบัญญัติ
แยก 'รู้' ออกจาก 'กาย':
หากรู้เข้าไปแช่อยู่ในกายจะเกิดความอึดอัด ให้ฝึกเอา "รู้" ออกมาอยู่ "นอกกาย" หรือรู้ที่ผิวหนังเบาๆ กว้างๆ เมื่อรู้แยกออกมาได้ จะเห็นว่ากายเป็นเพียงก้อนธาตุที่ทำงานของมันเอง และผู้รู้ก็เป็นอิสระ ไม่เข้าไปแบกภาระของกาย,
บทสรุปส่งท้าย:
การปฏิบัติในคอร์สนี้ เป้าหมายไม่ใช่การ "ได้อะไรกลับไป" แต่เป็นการเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีตัวตน ฝึก "รู้" ให้เบาจนกระทั่งมัน "หลุด" หรือแยกตัวออกมาจากอาการต่างๆ ด้วยความเบาสบายและไร้ความกังวล
---
(อ้างอิงเนื้อหาจากการบรรยายปฐมนิเทศ รุ่นที่ ๗๕ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท วันที่ ๕ ธ.ค. ๒๕๖๘)
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ:
พระอาจารย์เปรียบเทียบการปฏิบัติเหมือนการ "ดูละคร" ถ้าเรากระโดดขึ้นไปเล่นบนเวที (เอาใจไปแช่ในกาย/เพ่งลม) เราจะเหนื่อยและอินไปกับบทบาท (หนัก/ตึง) แต่เทคนิคของพระอาจารย์คือให้เราถอยออกมานั่งดูอยู่ไกลๆ หรือแค่ "ชำเลืองดู" จากผู้ชมด้านล่าง เราจะเห็นการแสดงทั้งหมด (กายพองยุบ/ความคิด) ชัดเจนเหมือนเดิม แต่เราจะไม่เหนื่อยและไม่ทุกข์ไปกับตัวละครบนเวทีอีกต่อไป
การบรรยายธรรมภาคปฏิบัติโดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท ณ ชมรมพุทธ NT เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๘ เนื้อหาเจาะลึกถึงสาเหตุที่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปล่อยวางได้ และนำเสนอวิธีแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการฝึก "ผู้รู้" ให้เข้มแข็งและเป็นธรรมชาติ
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
ทำไมปฏิบัติมานานแต่ไม่ปล่อยวาง: พระอาจารย์ชี้ให้เห็นว่า เรามักพยายามไป "ปล่อยวาง" สิ่งที่ไม่มีตัวตน (สภาวะธรรม) หรือพยายามไปแก้ไข "สิ่งที่ถูกรู้" แทนที่จะแก้ที่ "ผู้รู้" สิ่งที่ถูกรู้ (สุข ทุกข์ ความคิด) มีหน้าที่เกิดขึ้นและดับไปเอง เราไม่ต้องไปพยายามทำลายมัน
ทางออกคือ "นิ่งรู้ อย่างสงบ เบาๆ": วิธีการปฏิบัติที่ทรงพลังคือการยอมรับความจริงที่ปรากฏ แล้ว "นิ่งรู้ อย่างสงบ เบาๆ" อยู่กับปัจจุบัน สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบจะอ่อนกำลังและสลายไปเองตามกฎไตรลักษณ์
ฝึกรู้ให้เหมือน "เด็กไร้เดียงสา": เคล็ดลับสำคัญคือการฝึก "รู้" ให้บริสุทธิ์เหมือนเด็กทารก คือรู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน แต่ ไม่รู้ความความหมาย (ไม่ปรุงแต่งด้วยสัญญาและความจำ) เพราะ "ความหมาย" คือต้นเหตุของความรัก ความชัง และอุปาทาน
เทคนิคการหายใจและรู้ตัวทั่วพร้อม:
อย่าบังคับลมหายใจ ให้ปล่อยลมหายใจเป็นธรรมชาติ
ใช้เทคนิค "รู้ตัวทั่วพร้อม" ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทั้งลมเข้าและลมออก จนเกิดความว่าง 3 อย่างมาเจอกัน คือ กายว่าง ลมว่าง และรู้ว่าง
จิตเดิมแท้ vs เงาของจิต: จิตเดิมเป็นเพียงพลังงานที่ว่างเปล่า ไม่มีรูปร่าง แต่สิ่งที่เรารู้สึกหรือคิดเป็นเพียง "เงาของจิต" หรืออาการที่จิตสร้างขึ้นผ่านขันธ์ 5 การปฏิบัติคือการแยกผู้รู้ออกมาดูอาการเหล่านี้โดยไม่เข้าไปเป็นผู้แสดง
ช่วงถาม-ตอบ (Q&A):
การรู้ซื่อๆ โดยไม่ให้ค่าความหมาย ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็น "รู้ทื่อๆ" (โมหะ)
การ "เช็คลิสต์" กิเลสระหว่างวัน เทียบกับการฝึกรู้แบบดูจิตโดยตรง แบบไหนเร็วกว่ากัน
วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มใหม่ให้สงบเร็วที่สุด
บทส่งท้าย: เป้าหมายสูงสุดคือการฝึกจนเป็น "รู้อัตโนมัติ" ที่อยู่กับปัจจุบันสดๆ ตัดอดีตและอนาคต จนสามารถอยู่เหนือสมมติและวิมุตติได้ในที่สุด
เปรียบเทียบเพื่อเสริมความเข้าใจ:
การปฏิบัติแบบนี้เปรียบเสมือนเราเป็น "เด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก" เด็กน้อยมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ได้ยินเสียงชัดเจน (มีตัวรู้) แต่เด็กยังไม่มี "พจนานุกรม" ในหัว จึงยังไม่ตีความว่าสิ่งนี้คือ "สวย" สิ่งนี้คือ "น่าเกลียด" หรือสิ่งนี้คือ "ของฉัน" (ไม่มีสัญญา/ความหมาย) เมื่อไม่มีการตีความ ก็ไม่มีความยึดติด ความทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้ การฝึกของพระอาจารย์คือการรีเซ็ตจิตเราให้กลับไปสู่สภาวะ "รู้ที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา" เช่นนั้นอีกครั้ง
การตอบปัญหาธรรมภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ณ บ้านธรรมวารี (มูลนิธิจิตตานุเคราะห์) เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ย. ๒๕๖๘ ภาคบ่าย โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนันโท เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เทคนิคเบื้องต้นในการรับมือกับสิ่งรบกวน ไปจนถึงการพิจารณาธาตุขันธ์ขั้นสูงเพื่อถอดถอนความเป็นตัวตน
ประเด็นสำคัญในตอนนี้:
เมื่อเสียงรบกวนการปฏิบัติ: พระอาจารย์แนะนำว่าเมื่อมีเสียง (เช่น เสียงนกหวีด) เข้ามากระทบ ให้ฝึก "รู้ที่เป็นกลาง" คือรู้เสียง รู้ความไม่พอใจ และรู้ลมหายใจไปพร้อมๆ กัน แต่อย่าให้ค่าหรือน้ำหนักกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้ "รู้" เป็นเพียงผู้ดูอยู่ตรงกลาง ไม่จมลงไปในเสียงหรืออารมณ์
เทคนิค "หายใจนอกกาย": สำหรับผู้ที่ดูจิตแล้วรู้สึกอึดอัดหรือเพ่งเกินไป พระอาจารย์แนะเทคนิคการดู "ลมหายใจนอกกาย" เช่น มองไปที่ท้องฟ้าหรือยอดไม้ แล้วรู้สึกถึงลมหายใจที่นั่น วิธีนี้จะช่วยลดการเสียดสีของลมกับกายเนื้อ ทำให้ไม่เกิดเวทนาทางกาย ได้ความเบาและความว่างทันที
การแยกธาตุเพื่อละสักกายทิฏฐิ: การจะละความยึดถือในกายได้เด็ดขาด ต้องพิจารณาลงลึกถึง "ธาตุ 4" (ดิน น้ำ ลม ไฟ) และอาการ 32 อย่างแยบคาย เห็นว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นเพียงธาตุ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เมื่อละกายได้ (เห็นว่าเป็นเพียงก้อนธาตุ) ก็จะละเวทนา จิต และธรรม ได้เป็นลำดับ
รู้จริง vs รู้จำ: พระอาจารย์แยกแยะให้เห็นว่า "รู้จำ" (สมมติ) คือการรู้ด้วยสัญญาและความคิด ซึ่งนำไปสู่การยึดติด ส่วน "รู้จริง" (วิมุตติ) คือการรู้ซื่อๆ รู้โดยไม่ต้องให้ความหมายหรือให้ค่า ซึ่งเป็นทางสายตรงสู่ความหลุดพ้น
เครือข่ายของ 'รู้' ที่กว้างขวาง: การฝึกแยกประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) จนชำนาญ จะทำให้ "รู้เดียว" สามารถรับรู้ได้ทุกช่องทางพร้อมกันโดยไม่เกาะติดสิ่งใด เป็นรู้ที่กว้างขวางและเป็นวิปัสสนาญาณ
ทุกอย่างคือ 'ภาระ': เคล็ดลับสุดท้ายคือการมองเห็นทุกอาการ ไม่ว่าจะเป็นความสงสัย ความรู้ ความเข้าใจ หรือแม้แต่ลม
Episode นี้ หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท อธิบายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 (09:30-11:30) ณ บ้านธรรมวารี มูลนิธิจิตตานุเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางการฝึกปฏิบัติธรรมที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งของ "ผู้รู้" (รู้) ให้สามารถอยู่กับความจริงปัจจุบันและก้าวข้ามความทุกข์ได้ โดยมีหลักการสำคัญคือ อานาปานุสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) และการรักษาความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
การฝึกปฏิบัติตามธรรมชาติ (นิ่งรู้ อย่างสงบ)
ผู้ปฏิบัติควรนั่งในท่าที่สบาย ปล่อยกายและใจให้เป็นธรรมชาติ โดยเน้นการวาง "ผู้รู้" ให้เบา รู้ที่เบา จะเป็นรู้ที่มีกำลัง ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้สึกว่า "รู้" หนัก แสดงว่ากำลังสะสมความอ่อนแอ ในเบื้องต้น ให้สังเกต กายที่กำลังพองยุบอย่างเป็นธรรมชาติขณะหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องลงรายละเอียดไปที่กายหรือลมหายใจมากนัก การหายใจควรเป็นไปอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล และรู้ตัวทั่วพร้อม (ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม) ที่ผิวหนังเบา ๆ การฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความตั้งมั่นและความสงบแก่ผู้รู้
การฝึกอานาปานุสติอย่างต่อเนื่องช่วยให้รู้มีกำลังเบาสบาย และหยุดคิด หยุดจำได้ เมื่อผู้รู้มีความสงบและเป็นกลางแล้ว ให้ขยายความรู้สึกไปที่กลางอกที่ว่างเปล่า และใช้พลังงานจากลมหายใจ (ซึ่งคือพลังงานของจิต) เพื่อแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาด้วยอานาปานุสติ
การแผ่เมตตาเป็นการขยายกระแสจิตออกไปโดยเริ่มจากกลางอกที่ว่าง ขยายวงกว้างออกไปปกคลุมสถานที่ที่ปฏิบัติอยู่, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย, ผืนโลกใบนี้, สวรรค์ทุกชั้น, พรหมโลกทุกชั้น, และย้อนกลับไปถึงนรกทุกขุม (รวมถึงอเวจี) เป็นการแผ่เมตตาไปยังสัตว์และดวงจิตใน 3 โลกธาตุ (นรก มนุษย์ สวรรค์ พรหมโลก) เพื่อให้พ้นจากความทุกข์และมีความสุขยิ่งขึ้น หลังจากนั้น ให้ย้อนกลับมาฟอกกาย ฟอกใจของตนเองด้วยลมหายใจเข้าออก
ปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ (ภาวนามยปัญญา)
การปฏิบัติธรรมมุ่งหมายเพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญามี 3 ระดับ ได้แก่: สุตตมยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการฟัง) และ จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ) ซึ่งทั้งสองนี้ยังไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ ปัญญาที่ทำใหัพ้นทุกข์คือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งหมายถึงการฝึกฝนผู้รู้ให้มีกำลังและอยู่กับความจริง โดยความจริงคือสิ่งที่มีอยู่แล้วและปรากฏอยู่กับกายและใจของเรา
การฝึกผู้รู้ให้อยู่เหนือสิ่งถูกรู้
ผู้ปฏิบัติจะต้องปรับวิธีการปฏิบัติใหม่ โดยการ นิ่งและรู้ อย่างสงบ สังเกตธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ โดยเฉพาะจังหวะพองยุบของกาย ไม่ต้องสร้างจังหวะหรืออาการใด ๆ เพราะอาการและจังหวะมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ผู้รู้ต้องได้รับการฝึกฝนให้อยู่กับฐานของการรับรู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (ผัสสะ) และอารมณ์ทางใจ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ผู้รู้และกายยังคงอยู่ การให้ความสำคัญและหลงกับสิ่งที่มาปรุงแต่ง เช่น ความรู้สึก (เวทนา) หรือกิเลส (ราคะ โทสะ) คือต้นเหตุของความเดือดร้อน
การรับมือกับกิเลสและความรู้สึก
เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ (กิเลส) หรือความรู้สึก (เวทนา) ขึ้นทางกายหรือใจ ไม่ต้องไปแก้ไขหรือทำลาย เพียงแค่นิ่งรู้ อย่างสงบ อยู่กับอาการเหล่านั้น และอยู่กับอานาปานุสติ กำลังของอานาปานุสติที่เป็นกำลังของความว่าง (ความไม่คิด ไม่จำ) จะมีมากกว่า ทำให้กิเลสและสภาวะต่าง ๆ อ่อนกำลังลงและดับไปได้เอง ต้นเหตุของกิเลสคือ สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
หนทางสู่ความเป็นวิมุตติ
หนทางสู่การพ้นทุกข์คือการเข้าสู่ความเป็น วิมุตติ (ความหลุดพ้น) โดยการทำลายกำแพงของความจำและความคิด ฝึกให้ "รู้" ไปเลยโดยไม่ต้องใช้ความจำ หรือไม่ต้องให้ความหมาย รู้ที่ว่างจากความคิดและความจำคือ รู้โดยวิมุตติ
การปฏิบัติจึงเหลือเพียงการ "นิ่งรู้ อย่างสงบ ว่าง ๆ" และอยู่กับความจริงของอานาปานุสติ ไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่รู้ แต่ให้ความสำคัญต่อผู้รู้ เพราะเมื่อเราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งใด สิ่งนั้นจะไม่มีและไม่เป็นไปตามที่เราหมายไว้ การฝึกนี้จะทำให้ผู้รู้มีพลังเข้มแข็งจนแยกตัวออกจากอาการของสิ่งถูกรู้ได้ในที่สุด
230 อทุกขมสุขเวทนา ก็ได้แค่เป็นสิ่งที่ต้องดับ 31012563-2-1 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
230 ฝึกจนตัวรู้ออกมาข้างนอกตัว 12012563-1-5 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
229 อาการที่เบาและใส เป็นแค่กิริยา ลวงใจ 13012563-3 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
229 รู้ที่ฝึกไว้ดีแล้ว ใช้ได้ทั้งในและนอก 12012563-1-4 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
228 นี่คือวิธีการ เข้าไปถึงตัวรู้ 13012563-2 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
228 ใช้ตัวรู้แบบตอนเด็ก ๆเป็นการฝึกฝน 12012563-1-3 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
227 ถอยตัวรู้มาอยู่กับรู้ 12012563-1-2 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
226 แค่แตะเบาๆ ส่งผลให้เบาได้จริง 12012563-1-1 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
226 เคล็ดลับการฝึกรู้ให้เข้าถึงความอิสระ12012563-3-2 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
225 ผลที่เกิดจากการฝึกรู้แล้วจิตออกมาอิสระ 12012563-3-1 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
225 ได้รู้มาอย่างนี้ว่า ทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ 11012563-3-2 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
224 รู้กายแผ่วๆ รู้ลมเบาๆ 11012563-3-1 โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี
223 ถ้ารู้แจ้งแล้ว ยังไงก็วางเอง โดย หลวงพ่อชานนท์ ชยนันโท วัดป่าเจริญธรรม ชลบุรี